ความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับการลงทุน
เครื่องหมายหุ้นควรรู้ก่อนลงทุน


การขึ้นเครื่องหมายของหุ้นแต่ละแบบ XD XR XW XM XA มีความหมายว่าอย่างไร? ถ้าเราถือหุ้นจะมีผลอย่างไร? หลายคนเคยสงสัยหรือไม่ครับ ว่าอยู่ๆหุ้นของเราก็มีราคาลดลง พร้อมกับมีตัวอักษรแปลกๆโผล่ขึ้นมาข้างๆชื่อหุ้นของเรา วันนี้สตางค์คุงจะมาช่วยไขข้อข้องใจของเพื่อนๆเองครับว่าตัวอักษรที่โผล่มานั้นหมายถึงอะไร แล้วมีผลอย่างไรต่อคนที่ถือหุ้นอยู่ครับ โดยเบื้องต้นตลาดหลักทรัพย์ได้มีการแยกเครื่องหมายไว้ 11 แบบ แต่ผมจะขอพูดถึงเฉพาะ 5 แบบที่เราน่าจะได้เห็นกันบ่อยๆแทน ซึ่งถ้าใครอยากรู้ว่าในแต่ละเดือนจะมีหุ้นที่ขึ้นเครื่องหมายวันไหนบ้างสามารถดู

XD (Excluding Dividend)    
XD เป็นเครื่องหมายแบบที่เราจะเห็นได้บ่อยที่สุดนะครับ ซึ่งการขึ้นเครื่องหมายนี้หมายความว่า ถ้าเราเข้าไปซื้อหุ้นตัวนั้นๆในวันที่หุ้นขึ้นว่า XD เราจะไม่ได้รับเงินปันผลที่บริษัทจ่ายจากผลประกอบการในช่วงก่อนหน้านี้ สำหรับใครที่ชอบเงินปันผลก็ควรจะซื้อหุ้นก่อนขึ้น XD แต่ถ้าใครอยากหาจังหวะซื้อหุ้นในราคาที่ถูกลงก็อาจจะต้องหาจังหวะซื้อหุ้นหลักขึ้น XD เพราะโดยปรกติแล้วราคาหุ้นจะลดลงมาเท่ากับเงินปันผลที่จ่ายออกไปครับ 

XR (Excluding Right)
บริษัทในตลาดหลักทรัพย์อาจจะมีการออกหุ้นใหม่เพื่อระดมเงินทุนเพื่อไปบริหารงานหรือลงทุนต่อ โดยบริษัทจะประกาศราคาหุ้นและจำนวนหุ้นใหม่ที่จะขาย ซึ่งราคาหุ้นที่ออกใหม่นี้มักจะขายที่ราคาต่ำกว่าราคาหุ้นในตลาดฯ เป็นแรงจูงใจให้ผู้ที่ถือหุ้นอยู่เดิมใช้สิทธิจองซื้อหุ้นเพิ่มทุนนี้ การขึ้น XR ก็จะหมายถึงถ้าเราซื้อหุ้นในวันที่ขึ้นเครื่องหมายนี้ เราจะไม่ได้รับสิทธิในการจองซื้อหุ้นออกใหม่ ทำให้ราคาหุ้นมักจะปรับตัวลง เป็นโอกาสในการลงทุนเช่นกันครับ 

XW  (Excluding Warrant)
XW จะมีความคล้ายกับ XR เพียงแต่ถ้าเราซื้อหุ้นในวันที่ขึ้นเครื่องหมาย XW เราจะไม่ได้รับใบสำคัญแสดงสิทธิที่จะซื้อหลักทรัพย์ในอนาคต (Warrants) หรือที่เพื่อนๆอาจจะเห็นชื่อหุ้นในตลาดฯตามด้วยเครื่องหมาย “–W” เช่น XYZ-W ซึ่งนั่นก็คือใบสำคัญแสดงสิทธินั่นเอง โดยเจ้า warrants นี้เราจะสามารถซื้อขายได้ในตลาดหุ้นเหมือนหุ้นสามัญทั่วไป เพียงแต่ราคาจะผันผวนตามราคาหุ้นที่ให้สิทธิซื้อ ถ้าเพื่อนๆศึกษาหุ้นและลงทุนในหุ้นที่ดี การถือ warrant ไปด้วยจะสามารถเพิ่มผลตอบแทนได้อย่างมากเลยล่ะครับ

XM (Excluding Meetings)
ในแต่ละปีจะมีการจัดประชุมผู้ถือหุ้นของแต่ละบริษัท ซึ่งเป็นโอกาสให้บริษัทได้ชี้แจงการดำเนินงานและเปิดโอกาสให้ผู้ถือหุ้นได้ซักถามข้อสงสัยต่างๆกับผู้บริหารตัวเป็นๆเลยครับ น่าสนใจมากๆ แต่ถ้าเราซื้อหุ้นที่ขึ้นเครื่องหมาย XM แปลว่าเราจะไม่มีสิทธิเข้าประชุมผู้ถือหุ้นครับ 

XA (Excluding All)    
ในบางกรณี บริษัทในตลาดหุ้นอาจจะมีการประกาศให้เงินปันผล ให้สิทธิในการซื้อหุ้นเพิ่มทุน หรือให้ใบสำคัญแสดงสิทธิในการซื้อหุ้นพร้อมๆกัน เครื่องหมายที่จะใช้ก็จะเปลี่ยนเป็น XA แทน เพื่อแสดงว่า ผู้ที่ซื้อหุ้นในวันที่ขึ้นเครื่องหมาย XA จะไม่ได้รับสิทธิทุกประเภทที่บริษัทประกาศในช่วงเวลานั้น ครับ 
SBI มีโปรแกรมอะไรให้ใช้บ้าง


ท่ี่ SBITO เราเตรียม Streaming และ eFin Stock Pick Up ให้บริการลูกค้าทุกคน สำหรับ Streaming ลูกค้าสามารถใช้ได้ทั้งใน PC, iOS และ Android และใช้งานได้ฟรีทุกฟังก์ชั่น ไม่ว่าจะเป็น Conditional Order, DCA order, Technical Chart และอื่นๆ 
การลงทุนแบบ DCA คืออะไร


การลงทุนแบบ DCA คืออะไร แล้วมันดีอย่างไร 
DCA ย่อมาจาก Dollar Cost Average เป็นการทยอยซื้อหุ้นตัวหนึ่งในจำนวนเงินที่เท่ากันอย่างสม่ำเสมอทุกงวดครับ โดยเราจะกำหนดวันที่ซื้ออย่างชัดเจนตรงกันทุกงวด แต่ละงวดเราก็จะได้จำนวนหุ้นไม่เท่ากัน เพราะราคาหุ้นก็จะเปลี่ยนแปลงไปเรื่อยๆ ขึ้นบ้างลงบ้าง หุ้นที่เราได้มาราคาจะถัวเฉลี่ยกันไปครับ อย่าไปหวั่นไหวนะครับ เราไม่ได้โฟกัสที่ราคาหุ้น เป้าหมายหลักของเรา คือการออมสะสมหุ้นไปเรื่อยๆ เราเน้นลงทุนอย่างสม่ำเสมอในระยะยาว10ปี หรือนานกว่านั้น แล้วคอยรับผลประโยชน์ในรูปเงินปันผลครับ คล้ายกับการที่เพื่อนๆไปฝากประจำกับธนาคาร ที่เราต้องฝากเงินจำนวนเท่ากันทุกงวด เพื่อให้ได้ดอกเบี้ยตามที่ธนาคารกำหนดนั่นแหละครับ 

ทีนี้เรามาดูขั้นตอนการลงทุนแบบ DCA กัน
1.สำรวจการเงินของตัวเองครับ การลงทุนวิธีนี้ไม่จำเป็นต้องมีเงินก้อนมากครับ ข้อดีของมนุษย์เงินเดือนคือ เรามีรายได้ประจำที่แน่นอน เราแค่ดูว่าแต่ละเดือนเรามีเงินเหลือออมเท่าไหร่ แล้วจะแบ่งมาลงทุนเท่าไหร่ โดยไม่กระทบสภาพคล่องของตัวเองครับ 

2.เลือกความถี่ในการซื้อหุ้น เค้ามีให้เลือกทั้งแบบรายเดือน และรายสัปดาห์ครับ เช่น ซื้อหุ้น A ทุกวันที่ 5 ของเดือน เดือนละ 5,000 บาท หรือ ซื้อหุ้น B ทุกวันจันทร์ สัปดาห์ละ 2,000 บาท ถ้าหากเพื่อนๆกลัวว่างวดไหนจะลืมซื้อ ใน streaming ก็มีให้เราสามารถกดคำสั่งซื้อล่วงหน้า เซ็ตไว้ตามวันที่เราต้องการได้ครับ

3.เลือกหุ้นที่เราต้องการจะลงทุน เนื่องจากวิธีนี้เป็นการลงทุนระยะยาวครับ เราควรเลือกหุ้นที่มีพื้นฐานดี เป็นธุรกิจที่มีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่องในระยะยาว มีความสามารถในการแข่งข่นกับคู่แข่งในตลาด มีความมั่นคงทางการเงิน มีกำไรอย่างต่อเนื่อง มีการจ่ายเงินปันผลสม่ำเสมอ และผู้บริหารมีธรรมาภิบาล ถ้าเพื่อนๆไม่มั่นใจ Settrade ก็มีโปรแกรม Back Test เพื่อจำลองผลการออมหุ้นแบบ DCA โดยใช้ข้อมูลย้อนหลัง ให้เพื่อนๆได้ลองศึกษากันครับ

4. รักษาวินัยทางการเงินและลงทุน ทำใจสบายๆครับ แม้ว่าบางช่วงราคาอาจจะตก ก็อย่าได้กังวลไปครับ ถ้าบริษัทมีการเติบโตที่ดี มีการจ่ายปันผลสม่ำเสมอ ในระยะยาวมูลค่าของบริษัทก็มีแต่จะเพิ่ม ระหว่างนี้เราก็เอาเวลาไปศึกษาหุ้นตัวอื่นเพิ่มครับ พอผ่านไปสัก 1 ปีก็ตรวจเช็คสถานการณ์ของธุรกิจ ภาวะตลาดการแข่งขัน ถ้าตรวจสอบแล้วยังมีแนวโน้มที่ดีอยู่ การเงินบริษัทก็ดีต่อเนื่อง เราก็ลงทุนต่อไป เมื่อเรามีรายได้เพิ่มขึ้น เราก็อาจจะเพิ่มจำนวนเงินลงทุนต่องวดในหุ้นตัวนั้น หรือเลือกกระจายความเสี่ยง โดยไปลงทุนซื้อหุ้นในอุตสาหกรรมอื่นเพิ่มก็ได้ครับ

เรารู้วิธีการลงทุนแบบ DCA แล้ว คราวนี้มาดูข้อดีและประโยชน์ของการลงทุนแบบนี้กันครับ
1. มีโอกาสในการลงทุนได้ผลตอบแทนเร็วขึ้น เพราะไม่ต้องมีเงินก้อน เราก็สามารถทยอยซื้อสะสมได้เรื่อยๆ
2."สร้างวินัยในการออมเงิน" เมื่อเรารู้ว่าเราจะต้องเตรียมเงินไว้สำหรับซื้อหุ้นทุกเดือน เราก็ต้องวางแผนการเงิน ไม่ใช้จ่ายฟุ่มเฟือย เป็นการสร้างวินัยให้ตัวเองที่ดีเยี่ยม
3. "หมดความกังวลใจ" ไม่ต้องคอยจับจังหวะตลาด ไม่ต้องแอบBoss มาเปิดหน้าจอดูราคาหุ้น สามารถใช้ชีวิตได้อย่างปกติ คือเราก็ไม่ต้องมากังวลแล้วครับว่าเวลาไหนราคาจะขึ้น เวลาไหนราคาจะลง เวลาไหนคือจุดที่ดีที่สุด เพราะกลัวจะซื้อแพง ขายถูก นั่นเองครับ
4. "ไม่เครียด" เมื่อซื้อหุ้นไปแล้ว ปรากฏว่าราคาตกลง เราก็ไม่เครียด ไม่มานั่งบ่นเสียดายครับ เพราะเราเชื่อมั่นในหุ้นที่เราลงทุนไปว่าเป็นหุ้นที่ดี สามารถสร้างผลตอบแทนให้เราได้ในระยะยาว ไม่ใช่หุ้นซิ่ง หรือหุ้นปั่น

6 เคล็ด(ไม่)ลับ ทำกำไรจากหุ้นฉบับคนไม่มีเวลาเฝ้าจอ

 
สวัสดีคร้าบเพื่อนชาวๆ SBI Thai Online วันนี้สตางค์คุงมีเคล็ดไม่ลับมาฝากเพื่อนๆ ที่สนใจจะเข้ามาลงทุนหรือเก็งกำไรในตลาดหุ้น รวมถึงเพื่อนๆ ที่มีประสบการณ์อยู่ในตลาดแล้วไม่มากก็น้อย จริงๆ แล้ว รูปแบบในการลงทุนหรือเก็งกำไรในหุ้น มีอยู่มากมายหลายวิธี อาทิ การซื้อขายในวัน เก็งกำไรระยะสั้น ลงทุนระยะยาว ซึ่งแต่ละรูปแบบล้วนมีแนวทางและวิธีคิดที่แตกต่างกันไป ขึ้นอยู่ข้อจำกัดและลักษณะนิสัยของแต่ละบุคคลด้วย สำหรับเพื่อนๆ ที่ไม่ได้มีเวลาเฝ้าติดตามนั้น ข้อจำกัดที่สำคัญ คือ เรื่องของ ‘เวลา’ ซึ่งเพื่อนๆ อาจจะสงสัยว่าในเมื่อเราไม่มีเวลาเฝ้าติดตามแล้ว เราจะยังสามารถทำกำไรจากหุ้นได้หรือไม่ ในที่นี้ สตางค์คุงอยากจะเสนอเคล็ดไม่ลับ 6 ข้อ ซึ่งเพื่อนๆ น่าจะสามารถนำไปปรับใช้เพื่อสร้างกำไรจากหุ้นในระยะยาวกันได้

1. เลือกหุ้นที่รู้ใจ
ยิ่งเราไม่มีเวลาเฝ้า เพราะฉะนั้นการเลือกซื้อหุ้นที่เราจะสามารถถือได้อย่างอุ่นใจน่าจะเป็นเรื่องสำคัญ ซึ่งความอุ่นใจในที่นี้อาจจะมาจากหุ้นที่เราถือทำธุรกิจที่เรารู้จัก และสามารถเข้าใจได้ดี นอกจากจะทำให้เรารู้สึกสบายใจแล้ว เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงใดๆ เกิดขึ้น เราก็จะทำความเข้าใจได้ไม่ยาก และสามารถพิจารณาถึงผลกระทบทั้งทางด้านบวกและลบที่เข้ามากระทบได้เป็นอย่างดี 

2. อยู่กับปราการที่แข็งแกร่ง
ในยุคที่สภาพแวดล้อมทางธุรกิจเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว หุ้นที่มีจุดแข็งซึ่งโดดเด่นออกจากผู้อื่น ก็เหมือนการมีปราการที่แข็งแกร่ง คอยปกป้องให้บริษัทสามารถเติบโตไปได้อย่างมั่นคง ในที่นี้สตางค์คุงอยากแนะนำหนังสือเล่มหนึ่งชื่อว่า ‘Why Moats Matter’ หรือในชื่อภาษาไทยคือ ‘หุ้นดีต้องมีปราการ’ ซึ่งเป็นหนังสือที่อธิบายแนวคิด Moat ที่ Warren Buffett ใช้คัดเลือกหุ้นอย่างเป็นระบบ และยังได้ให้แนวทางในการวิเคราะห์หาข้อได้เปรียบของแต่ละธุรกิจอีกด้วย

3. มองหาโอกาสเติบโต
นอกจากความมั่นคงจากจุดแข็งของหุ้นแล้ว โอกาสที่จะขยายตัวก็เป็นสิ่งสำคัญที่เราควรจะมองหาเช่นกัน ซึ่งแนวทางในการคัดเลือกหุ้นที่จะเติบโตนี้ก็มีหลากหลายวิธี สำหรับวันนี้สตางค์คุงอยากจะลองแนะนำสูตรที่ชื่อว่า ‘CAN SLIM’ ซึ่งแต่ละตัวอักษร คือ หนึ่งใน 7 ของลักษณะเฉพาะที่สำคัญของหุ้นที่เป็นผู้ชนะที่ยิ่งใหญ่ในช่วงต้น โดยเพื่อนๆ สามารถจะหาอ่านเพิ่มเติมได้จากหนังสือที่ชื่อว่า ‘How to make money in stocks’เขียนโดย William J. O’Neil นอกจากนี้ สตางค์คุงเชื่อว่าก่อนที่เราจะตัดสินใจซื้อหุ้นสักหนึ่งตัว เราควรจะพิจารณาให้รอบคอบ และเลือกสรรให้มากๆ ก่อนด้วย

4. เงินปันผลช่วยส่งเสริมผลกำไร
โดยทั่วไปแล้ว หลังเข้าซื้อหุ้นในแต่ละครั้ง ราคาหุ้นก็อาจจะยังไม่สะท้อนภาพอนาคตที่เราคิดไว้ออกมาในทันที และในบางครั้งก็อาจจะต้องใช้เวลาเป็นเดือนเป็นปี แต่หากหุ้นที่เราถือยังสามารถรักษาระดับการทำกำไรหรือการเติบโตไว้ได้ และมีการจ่ายเงินปันผลอย่างสม่ำเสมอ ก็จะเป็นสิ่งที่ช่วยให้การลงทุนของเรามีกำไรงอกเงยอย่างต่อเนื่อง

5.มองภาพระยะยาวและอดทนต่อการผันผวนระยะสั้น
บางทีการไม่มีเวลาเฝ้าติดตามตลอดเวลาอาจจะเป็นผลดีก็ได้ เพราะความผันผวนคือของคู่กันกับตลาดหุ้น โดยเฉพาะการเคลื่อนไหวในระยะสั้นๆ ซึ่งมักจะมีปัจจัยต่างๆ ที่อาจจะไม่ได้มีนัยยะเข้ามากระทบ และสิ่งเหล่านี้ก็อาจจะกระทบต่อจิตใจของเราให้อ่อนไหวไปตามด้วย บางครั้งเราอาจจะเลือกหุ้นถูกตัว แต่ก็ต้องถูกสะบัดออกไปก่อนเพียงเพราะความผันผวนเล็กๆ น้อยๆ ฉะนั้นสตางค์คุงอยากจะให้เพื่อนๆ ที่ไม่ค่อยมีเวลาเฝ้าติดตาม ลองมองหุ้นแต่ละตัวเป็นภาพใหญ่ และลองจินตนาการดูว่าอนาคตของหุ้นที่เราถือจะเป็นไปอย่างไร หากหุ้นที่เราถืออยู่ในทิศทางเดียวกับที่เราวิเคราะห์ไว้ตั้งแต่แรก เราก็ควรจะอดทนให้มูลค่าของหุ้นค่อยๆ เติบโตขึ้นไป

6.มั่นครวจเช็คสุขภาพอร์ตเมื่อมีเวลา
แม้เราจะไม่มีเวลาเฝ้า แต่อย่างน้อยที่สุด เราก็ควรจะรู้ว่าสุขภาพของพอร์ตลงทุนเราเป็นเปลี่ยนแปลงไปอย่างไรบ้าง ก็เหมือนกับร่างกายของเรา ที่แม้จะทำงานอยู่ตลอด แต่ก็ควรจะได้รับการตรวจเช็คสุขภาพอยู่เป็นระยะ สำหรับเพื่อนๆ ที่งานยุ่ง ก็อาจจะลองแบ่งเวลาช่วงหลังเลิกงาน หรืออาจจะเป็นช่วงสุดสัปดาห์ เพื่อติดตามความเคลื่อนไหว หรือการเปลี่ยนใดๆ ที่อาจจะส่งผลกระทบต่อหุ้นที่เราถืออยู่ได้ และหากมีสิ่งผิดปกติเกิดขึ้น เพื่อนๆ ก็จะสามารถปรับเปลี่ยนกลยุทธ์หรือเตรียมแผนรับมือได้เป็นอย่างดี
 
 
การจัดพอร์ตหุ้นให้เหมาะสม

เมื่อก่อนสตางค์คุงเคยเชื่อมาตลอดว่าการลงทุนคือการเลือกหุ้นให้ถูกตัว ซื้อเมื่อราคาถูก และ ขายเมื่อราคาแพง แต่เชื่อหรือไม่ว่ายิ่งสตางค์คุงศึกษาการลงทุนมากขึ้น สตางค์คุงยิ่งรู้ว่าการเลือกหุ้นเป็นเพียงส่วนเล็กๆของกิจกรรมการลงทุนทั้งหมดเท่านั้น การวางกลยุทธ์จัดพอร์ตให้เหมาะสมกลับเป็นส่วนที่มีความสำคัญยิ่งกว่า แต่คำว่า”เหมาะสม”คืออะไรละ วันนี้สตางค์คุงมีหลักการ 4 ข้อที่ช่วยในการจัดพอร์ตให้เหมาะสมกันนะครับ

ตั้งเป้าหมายการลงทุนให้ชัดเจน การตั้งเป้าหมายอาจฟังดูยากไปสักนิด เอาเป็นว่าลองตั้งคำถามง่ายๆกับตัวเองก่อนแล้วกันว่าเราจะเอาเงินที่ได้จากการลงทุนไปทำอะไร สตางค์คุงเชื่อว่าคนส่วนใหญ่คาดหวังที่จะลงทุนเพื่อหวังว่าจะรวย ซึ่งก็เป็นเป้าหมายที่ดี เพราะเราทุกคนไม่มีใครที่ไม่อยากรวย แต่ขณะเดียวกันคำว่าอยากรวยก็เป็นเป้าหมายที่ค่อนข้างกว้างเกินไป  
การวางเป้าหมายที่ดีควรมีความชัดเจนเพราะยิ่งเรามีความชัดเจนมากเท่าไหร่ยิ่งทำให้การวางแผนลงทุนง่ายขึ้นเท่านั้น   ??โดยเป้าหมายที่ดี จะต้องระบุจำนวนเงิน และระยะเวลาที่ชัดเจน ยกตัวอย่างเช่น เราจะลงทุนเพื่อมีเงินไว้ดาวน์บ้านจำนวน 3 แสนบาท ในอีก 5 ปีข้างหน้า พอเรารู้เป้าหมายชัดสิ่งที่ตามมาคือเราจะสามารถคำนวณได้ว่าจะต้องลงทุนเดือนละเท่าไหร่ ผลตอบแทนที่ต้องการเป็นกี่% ต้องลงทุนในสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงเยอะหรือน้อยเพื่อที่จะไปถึงเป้าหมาย โอกาสสำเร็จมากหรือน้อย เป็นต้น 

ข้อจำกัดในการลงทุนสามารถแบ่งได้ 2 ข้อหลักๆ คือ  
1. ระยะเวลาที่ใช้ในการลงทุน  
2. ความต้องการสภาพคล่อง

มาดูข้อจำกัดในเรื่อง ระยะเวลาที่ใช้ในการลงทุนกัน ยิ่งระยะเวลายาวเท่าไหร่ ยิ่งทำให้เราสามารถลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงได้มากขึ้น เช่น   ??เด็กจบใหม่สามารถลงทุนในหุ้นและสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงสูงในสัดส่วนที่มากกว่า พนักงานที่ทำงานจนใกล้เกษียณแล้ว เพราะถ้าตลาดแย่ก็ยังมีเวลาที่ให้พอร์ตสามารถฟื้นตัวได้   ??ในขณะที่กรณีของคนวัยเกษียณ พอร์ตอาจจะมีมูลค่าสูงมากและมีความจำเป็นต้องใช้เงินในช่วงเวลาอันใกล้ ทำให้ความสามารถในการรับความเสี่ยงต่ำกว่าเด็กจบใหม่ ก็ควรลดสัดส่วนในหุ้นไปลงทุนในตราสารหนี้หรือตลาดตราสารเงินที่มีความเสี่ยงในการสูญเสียเงินต้นต่ำกว่าเป็นต้น

มาดูข้อจำกัดในเรื่อง ความต้องการสภาพคล่อง กันนะครับ ก่อนที่จะลงทุน เราควรสำรวจตัวเองก่อนว่าเรามีความจำเป็นต้องใช้เงินในระยะเวลาอันใกล้หรือไม่ เช่นถ้าเราเป็นหนี้บัตรเครดิต ก็ควรจ่ายหนี้บัตรเครดิตก่อนที่จะลงทุน เพราะหนี้บัตรเครดิตมีอัตราดอกเบี้ยที่ค่อนข้างสูง ถึงเราจะเอาเงินไปลงทุนก่อน ผลตอบแทนที่ได้ก็อาจจะต้องเอามาใช้จ่ายดอกเบี้ยบัตรเครดิตจนหมด อันนี้ต้องลองลำดับความสำคัญในการใช้เงินดีๆก่อน

เข้าใจความเสี่ยงของตลาด
ทุกการลงทุนย่อมมีความเสี่ยง และความผันผวนในตลาดก็เป็นสิ่งที่เราไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ คำถามที่สำคัญคือเราจะบริหารความเสี่ยงยังไงให้อยู่ในระดับที่เรารับได้ การที่เราลงทุนโดยไม่รู้ระดับความเสี่ยงที่เรารับได้จะทำให้เราทำอะไรไม่ถูกเมื่อเหตุการณ์แย่ๆเกิดขึ้นจริง และจะทำให้เราตัดสินใจผิดพลาดได้ง่าย สตางค์คุงแนะนำว่าควรศึกษาพฤติกรรมของสินทรัพย์แต่ละประเภทให้เข้าใจ จะช่วยทำให้เราสามารถวางแผนรับมือกับความเสี่ยงได้ดีขึ้น เช่น อย่างน้อยเราควรเข้าใจว่าหุ้นสามารกำไรได้ปีละเป็น10เป็น100% แต่ก็สามารถขาดทุนได้ถึง 50-70% ในปีที่แย่ ลองตั้งคำถามกับตัวเองว่าในช่วงเวลาที่แย่เราจะยังตัดสินใจได้อย่างมีเหตุผลหรือเปล่า หรือถ้าเรารับความเสี่ยงขนาดนั้นไม่ไหว เราควรจะลดความเสี่ยงโดยกระจายการลงทุนไปที่สินทรัพย์ประเภทอื่นหรือไม่ การที่เราเลือกที่จะกระจายสัดส่วนการลงทุนบางส่วนไปที่ตราสารหนี้ หรือ ทองคำก็เป็นแผนที่ช่วยลดความเสี่ยงได้มาก โดยที่ผลตอบแทนเฉลี่ยลดลงไม่มาก และช่วยลดการใช้อารมณ์ในการตัดสินใจในช่วงทีตลาดแย่ด้วย

ปรับพอร์ตให้เข้ากับสถานการณ์อยู่เสมอ คำว่าปรับพอร์ตให้เข้ากับสถานการณ์ในที่นี้เราจะไม่ได้เน้นให้ปรับพอร์ตการลงทุนทุกครั้งที่ได้ยินข่าวอะไรมา แต่การปรับพอร์ตที่ดีควรจะทำเมื่อไหร่บ้าง ตามมาดูกันเลย

ปรับพอร์ตเมื่อเป้าหมายของเรามีการเปลี่ยนแปลง เช่น เมื่อเรามีความก้าวหน้าในหน้าที่การเงินและได้รับเงินเดือนที่สูงขึ้น ทำให้มีเงินเหลือที่สามารถไปลงทุนได้มากขึ้น หรือ สมมติเราสภาวะตลาดเอื้ออำนวยทำให้เราบรรลุเป้าหมายใหญ่ๆได้เร็วกว่ากำหนด เช่น ผ่อนบ้านหมดเร็วกว่ากำหนด พอร์ตของเราก็สามารถปรับให้มีความยืดหยุ่นได้มากขึ้นตามภาระที่ลดลงแล้วนั่นเอง 

กำหนดระยะเวลาการทบทวนพอร์ตการลงทุนให้มีความถี่ที่เหมาะสม (รายเดือน/รายไตรมาส/รายปี) ให้เรายังสามารถปรับเปลี่ยนกลยุทธ์พอร์ตได้ทันท่วงที ในขณะเดียวกันก็ไม่ควรจะรบกวนเวลาในการใช้ชีวิตด้านอื่นมากเกินไป 

การลงทุนเปรียบเหมือนการวิ่งมาราธอน ที่ไม่ได้เน้นที่ความรวดเร็วในระยะสั้น แต่เน้นความสม่ำเสมอและความอดทนเพื่อไปถึงจุดหมายที่วางไว้ในระยะยาว การสร้างหรือพัฒนาพอร์ตการลงทุนให้เหมาะสมกับเป้าหมายของตัวเองจึงเป็นสิ่งจำเป็นยิ่งกว่าการพยายามที่จะเอาชนะคนอื่น เนื่องจากสถิติ หรือกรณีศึกษาด้านการลงทุนที่เกิดขึ้นทั่วโลก มักระบุไปในทางเดียวกันคือนักลงทุนที่ประสบความสำเร็จ จะมีแผนการลงทุนและการจัดพอร์ตที่เหมาะสมที่สามารถใช้ได้ในระยะยาวนั่นเอง
5 แนวทางกระจายการลงทุนลดความเสี่ยง
เอาตัวรอดอย่างไรเมื่อตลาดหุ้นปรับฐาน
ซื้อหุ้นตัวแรกเลือกอย่างไรดี
มีเงินเท่าไหร่ถึงเล่นหุ้นได้
เลือก Warrant อย่างไร ไม่ให้ Worry


เพื่อนๆเคยสงสัยหรือเปล่าครับว่าทำไมบางทีชื่อหุ้นที่เรากำลังสนใจอยู่ถึงมีตัวอักษร “-W ” มาต่อท้ายด้วย แล้วมันคืออะไร? เหมือนหุ้นรึเปล่า? ทำไมราคาถึงต่างกัน? จริงๆแล้วการที่ชื่อหุ้นมี “-W ” ต่อท้ายนั้นคือใบสำคัญแสดงสิทธิของหุ้นตัวนั้นๆ หรือที่เรียกกันว่า “Warrant” นั่นเองครับ ตามสตางค์คุงมาดูกันครับว่า Warrant คืออะไร และมีวิธีเลือกยังไงครับ

Warrant คืออะไร?
Warrant คือ ใบแสดงสิทธิที่จะให้สิทธิผู้ถือในการซื้อหุ้นที่ราคาและจำนวนที่บริษัทประกาศ โดยจะต้องใช้สิทธิภายในระยะเวลาที่กำหนดไว้ ยกตัวอย่างเช่น SIRI-W2 เป็นใบสำคัญแสดงสิทธิที่จะให้สิทธิซื้อหุ้น SIRI (หรือเรียกกันว่าหุ้นแม่) ในราคา 2.5 บาทต่อหุ้น มีอัตราการใช้สิทธิ 1:1 หมายถึง SIRI-W2 จำนวน 1 หน่วยสามารถใช้สิทธิซื้อหุ้น SIRI ได้ 1 หุ้น ซึ่งทางบริษัทได้ระบุระยะเวลาการใช้สิทธิไว้ 3 ปี และจะครบกำหนดในวันที่ 24 พฤศจิกายน 2560 โดยผู้ถือ SIRI-W2 สามารถใช้สิทธิได้ทุกวันทำการสุดท้ายของทุกๆสิ้นไตรมาส โดยสิ่งสำคัญที่ต้องพิจารณาเมื่อเราได้รับ Warrant หรือสนใจจะซื้อ Warrant มีอะไรบ้าง ตามไปดูกันเลยคร้าบบ 

ราคาใช้สิทธื
ราคาใช้สิทธิเป็นสิ่งสำคัญที่มีผลต่อราคา Warrant ถ้าราคาใช้สิทธิซื้อหุ้นต่ำกว่าราคาหุ้นที่ซื้อขายกันอยู่ ณ ปัจจุบัน ตัว warrant เองก็จะมีค่า(In the money) เพราะนักลงทุนสามารถใช้สิทธิซื้อหุ้นในราคาถูก และไปขายในตลาดหุ้นที่ราคาแพงได้ ในทางกลับกันถ้าราคาใช้สิทธิซื้อหุ้นสูงกว่าราคาหุ้นที่ซื้อขายกันอยู่ ณ ปัจจุบัน(Out of the money) ก็จะไม่จูงใจให้คนใช้สิทธิ และตัดสินใจขาย warrant เมื่อเข้าใกล้วันหมดอายุ ทำให้มูลค่าของ warrant มีแนวโน้มลดต่ำลง และกลายเป็น 0 นั่นเองครับ 

อัตราการใช้สิทธิ
ที่ 1:1 หมายถึง 1 warrant สามารถซื้อหุ้นแม่ได้ 1 หุ้น ทำให้เราสามารถคำนวณได้คร่าวๆว่าราคาของ warrant น่าจะเท่ากับส่วนต่างของราคาใช้สิทธิ และราคาหุ้นในตลาดฯ เช่น สมมุติราคาใช้สิทธิซื้อหุ้นXYZ อยู่ที่หุ้นละ 3 บาท แต่ราคาหุ้นแม่ซื้อขายกันในตลาดหุ้นที่ราคา 5 บาท เพราะฉะนั้นราคา XYZ-W ก็น่าจะอยู่ที่ประมาณ 2 บาทครับ 

อายุของ Warrant
บริษัทที่ออก warrant จะระบุอายุเป็นช่วงเวลาหลังจากวันที่มีการเสนอขาย เช่น 3ปี 4ปี หรือ 5ปี ถ้าระยะเวลาหมดอายุของ warrant ยังมีเหลืออยู่อีกค่อนข้างนาน ย่อมมีความเป็นไปได้ที่ราคาหุ้นแม่มีโอกาสขึ้นไปต่อได้สูง นักลงทุนอาจจะเลือกเก็งกำไรใน warrant ทำให้ราคา warrant นั้นมีการซื้อขายที่ราคาสูงกว่าส่วนต่างของราคาใช้สิทธิซื้อและราคาหุ้นในตลาดหุ้น หรือที่เรียกกันว่าซื้อขายที่ราคา “Premium” นั่นเอง ในทางกลับกัน ถ้า warrant ซื้อขายในราคาที่ต่ำกว่าส่วนต่างของราคาใช้สิทธิและราคาหุ้นในตลาดหุ้นก็จะเรียกว่าซื้อขายที่ราคา “Discount” 

ระยะเวลาแจ้งความจำนงใช้สิทธิ
แต่ละบริษัทจะมีช่วงเวลาให้นักลงทุนแจ้งว่าต้องการใช้สิทธิซื้อหุ้นตามที่ระบุไว้ในใบสำคัญแสดงสิทธิที่ไม่ตรงกัน อาจจะให้แจ้งทุกสิ้นไตรมาส หรือสิ้นปี นักลงทุนที่ถือ warrant ควรจะศึกษารายละเอียดก่อนเพื่อที่จะได้ใช้สิทธิได้ทันในช่วงระยะเวลาที่ต้องการครับ 

ราคาของ Warrant
จากที่อธิบายไปก่อนหน้านี้ว่าราคาของ warrant มักจะเท่ากับส่วนต่างระหว่างราคาใช้สิทธิซื้อและราคาหุ้นในตลาด ซึ่งทำให้โดยทั่วไป warrant จะมีราคาต่ำกว่าหุ้นแม่ค่อนข้างมาก บางทีหุ้นแม่ราคา 40 แต่ warrant อาจจะราคาเพียงแค่ 3 หรือ 4 บาท ทำให้ warrant กลายเป็นทางเลือกในการลงทุนที่ใช้เงินน้อยกว่าลงทุนในหุ้นแม่ แต่ก็จะมีความเสี่ยงมากกว่าเช่นกันเพราะราคาจะมีความผันผวนมากกว่า และมีวันหมดอายุ ถ้าเพื่อนๆสนใจลงทุนอาจจะต้องศึกษาข้อมูลอย่างละเอียดและเตรียมใจไว้ให้ดีนะครับ 
สรุปภาพรวมการลงทุนปี 61
สรุปภาพรวมการลงทุนปี 2561 ปีนี้จะรับมืออย่างไร หุ้นไหนยังลงทุนได้อยู่ ?


ปี 2561 ที่ผ่านมาเป็นปีที่มีเหตุการณ์หลาย ๆ อย่างเกิดขึ้นเยอะมาก สร้างความท้าทายให้กับนักลงทุนทุกคนไม่ว่าจะเป็นมือเก๋าหรือมือใหม่ ในบทความนี้จะมาสรุปเหตุการณ์และพูดคุยกันว่า ในปี 2562 นี้จะรับมือกับการลงทุนกันอย่างไร

SET และเหตุการณ์สำคัญในปี 2561 ที่ผ่านมา




เมื่อเรามาดูดัชนีตลาดหลักทรัพย์ย้อนหลัง 3 ปี จะเห็นได้ว่า SET มีการปรับตัวขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง แต่ในภาพรวมของการลงทุนนั้นในปี 2561 (หรือ 2018) นั้น ดัชนีมีความผันผวนและในระหว่างปีนั้นมีแนวโน้มเป็นขาลง 

สอดคล้องกับตัวเลขทางเศรษฐกิจหรือ GDP ที่ครึ่งปีแรกมีการขยายตัวได้ดีจากการส่งออกและการท่องเที่ยว แต่พอมาครึ่งปีหลังประเทศไทยได้รับผลกระทบจากสงครามการค้าระหว่างจีนกับสหรัฐ รวมถึงผลกระทบจากตัวเลขนักท่องเที่ยวจีนที่ลดลงอีกด้วย


หุ้นไหนที่ยังเติบโตอยู่

ถึงแม้ว่าดัชนีตลาดหลักทรัพย์นั้นมีความผันผวนมาก ในปีที่ผ่านมามีราคาขึ้นๆ ลงๆ ก็ตาม แต่ข้อดีของช่วงเวลาแบบนี้ก็คือเป็นช่วงเวลาที่ทำให้เกิด “โอกาส” กับนักลงทุนให้สามารถซื้อหุ้นที่ดีในราคาที่ถูกลงได้ สามารถสะสมหุ้นเก็บเอาไว้ในระยะยาว ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ขึ้นอยู่กับการวิเคราะห์ มุมมองและการรับความเสี่ยงของแต่ละคน

ถ้ายังไม่เชื่อลองมาดูข้อมูลหุ้นในตลาดหลักทรัพย์กันก่อน เมื่อดูจากงบการเงินแล้วก็ยังมีบริษัทที่อยู่ในเทรนด์การเติบโตที่ดีด้วยเหมือนกัน ตัวอย่างเช่น

AOT 
จะเห็นได้ว่ารายได้รวมและกำไรสุทธิมีการเติบโตมาตลอดแบบไม่มีตก และในปี 2561 กำไร 9 เดือนก็มากกว่าปี 2560 ทั้งปี การที่นักท่องเที่ยวจีนลดลงอาจจะเป็นปัญหาระยะสั้นเพราะประเทศไทยก็ยังเป็นจุดหมายของนักท่องเที่ยวทั่วโลก ราคาหุ้นโดยเฉลี่ยในปี 2561 ที่ผ่านมาราคาถูกลงจากปีที่แล้ว แปลว่าเป็นหุ้นที่สร้างกำไรมากขึ้น แต่ซื้อได้ในราคาถูกลง




CPALL
หุ้นนี้เป็นหุ้นพื้นฐานที่ทุกคนรู้จักกันดีและเป็นหุ้นที่ทุกคนคุ้นเคยในการใช้บริการ จะเห็นได้ว่ารายได้และกำไรมีการเติบโตอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2557 - 2560




หากเราเปรียบเทียบในช่วงเดียวกันของ 9 เดือนระหว่าง ปี 2560 และ 2561 จะเห็นได้ว่ายอดขายและกำไรก็เพิ่มขึ้นเช่นกัน ถือเป็นหุ้นที่เติบโตดี แถมราคาในปี 2561 ก็ถูกลงจากปี 2560 อีกด้วย


 
กลยุทธ์ที่แนะนำในการลงทุน
หลังจากที่วิเคราะห์ในเรื่องพื้นฐานทั้งในแง่ของธุรกิจการแข่งขันและผลการดำเนินงานที่แสดงตัวเลขออกมาจากงบการเงิน ก็จะพอประเมินได้ว่าหุ้นตัวไหนน่าจะรับความเสี่ยงในการลงทุนและนำเงินไปลงทุนในระยะยาว ซึ่งสามารถใช้กลยุทธ์การลงทุนได้ 2 รูปแบบ คือ
 
1. Dollar Cost Average (DCA) กำหนดเงินลงทุนในแต่ละเดือนไปลงทุนในหุ้นที่เป็นเป้าหมายโดยไม่ต้องสนใจราคาที่ซื้อขายในตลาด อาศัยการสะสมหุ้นอย่างมีวินัย ซึ่งในระยะยาวจะได้ต้นทุนเฉลี่ยที่ดี
2. Market Timing วิธีการนี้จะนำมาใช้เมื่อเห็นว่าราคาหุ้นมีการปรับตัวลงเยอะมาก ราคาที่ซื้อคุ้มค่าต่อโอกาสที่หุ้นจะสร้างผลตอบแทนในอนาคตได้ ซึ่งสามารถใช้อัตราส่วนทางการเงินในการพิจารณาเช่น P/E หรือ P/BV Ratio เมื่อใดที่หุ้นดีมีราคาถูกลงผิดปกติ นั่นคือจังหวะซื้อที่ดีนั่นเอง
 
เหตุการณ์ในปี 2561 แม้หุ้นจะผันผวนและราคาลดลงเยอะมาก แต่ถ้ามาดูหุ้นรายตัวก็จะเห็นได้ว่ายังมีหุ้นที่มีโอกาสลงทุนอยู่ ดังนั้นเมื่อเห็นหุ้นดีและราคาถูกด้วย อาจเป็นช่วงเวลาหนึ่งที่น่าซื้อที่สุดก็ได้ 

อ้างอิง
https://www.set.or.th/
 
ศัพท์หุ้นควรรู้


วันนี้สตางค์คุงขอนำเสนอศัพท์ในหมวด “ปอด” กันครับ ปอดในทีนี้ ไม่ได้หมายถึงปอดที่เป็นอวัยวะใช้หายใจนะครับ แต่คำว่าปอดในวงการหุ้น มาจากคำว่า พอร์ตฟอลิโอ (Portfolio) ที่เพี้ยนมาเป็นสำเนียงๆไทยๆ กลายเป็น ปอด เอาหล่ะครับเรามาดูศัพท์บอกสถานะของปอดเรากันดีกว่าครับ ตามมาเลยยย


"ปอดแดง" : ก็คงจะพอเดากันได้ไม่ยากใช่ไหมครับ สำหรับคำว่าปอดแดง หรือ พอร์ตแดง ก็เท่ากับ พอร์ตของเรากำลังขาดทุนอยู่ครับ โดยพอร์ตของเราอาจจะมีหุ้นทั้งตัวที่ได้กำไรหรือขาดทุนคละกันไป แต่ถ้าผลกำไรโดยรวมของพอร์ตคือขาดทุน ก็แสดงว่า พอร์ตของเราแดงครับ 


"ปอดเขียว" : มาที่คำที่สอง ก็ตรงกันข้ามกับ ปอดแดงเลยครับ ก็คือปอดเขียวหรือพอร์ตโดยรวมของเรามีกำไร ถ้าเห็นปอดเขียวเมื่อไหร่ก็ชื่นใจแล้วครับ 


"ปอดแหก" : คิดถึงสภาพปอดแหกสิครับ ทรมานแสนสาหัส ก็เหมือนกันพอร์ตหุ้นของคนอื่น (หรืออาจจะของเรา) ที่ขาดทุนย่อยยับ ดังนั้น ปอดแหกจึงหมายถึง พอร์ตขาดทุนอย่างหนักนั่นเอง 


"ล้างปอด" : การล้างคือการทำให้สะอาดครับ เพราะฉะนั้นการล้างปอดจึงหมายถึงการเทขายหุ้นออกไปจนหมดพอร์ต เหมือนว่าจะดีนะครับ แต่การล้างปอดนี้ โดยส่วนใหญ่นักลงทุนทั่วไปจะทำก็ต่อเมื่อขาดทุนครับ เพื่อเป็นการ Cut loss แต่ถ้าหากนักลงทุนรายใหญ่ๆทำการล้างปอด แสดงว่า สถานการณ์ทางเศรษฐกิจเริ่มส่งสัญญาณบางอย่างที่ไม่ดีมาครับ ดังนั้นหากเกิดเหตุการณ์นี้ นักลงทุนอย่างเราก็เฝ้าดูระมัดระวังกันหน่อยนะครับ 


"เต็มปอด" : คำนี้นักลงทุนมือใหม่ อย่างเราๆ ที่กำลังทรัพย์ยังไม่มากพอ ก็จะได้เจอกันบ่อยๆครับ โดย เต็มปอด หมายถึง การซื้อหุ้นด้วยเงินทั้งหมดที่มีในพอร์ตครับ เช่น มีเงินอยู่ 10,000 บาท ซื้อหุ้น A และB ไป รวมกัน 10,000 บาท เท่ากับว่า เราซื้อหุ้นจนเต็มปอดแล้ว 

 
สร้างวินัยด้วยการลงทุนด้วย DCA

เพื่อนๆนักลงทุนหลายคนที่มีโอกาสลงทุนในตลาดหุ้นอาจเคยเจอกับปัญหาการลงทุนแบบนี้กันมาบ้าง ไม่มากก็น้อย ไม่ว่าจะเป็น ??รู้ทั้งรู้ว่าในระยะยาวหุ้นจะให้ผลตอบแทนที่ดีที่สุด แต่ยังไง้ยังไงก็ไม่กล้าลงทุน เพราะกลัวความเสี่ยงมากเกินไป กลัวตลาดขาลงแล้วจะทำอะไรไม่ถูก มัวแต่รอเลยไม่ได้ลงทุนซะที ??Sensitive กับราคาหุ้นมาก ขาดทุนทีก็ออกจากตลาดที พอเห็นคนทำกำไรจากหุ้นได้ก็กลับเข้ามาลงทุนใหม่ เข้าๆออกๆ จนไม่สามารถลงทุนอย่างต่อเนื่องได้ ทำให้ Portfolioเสียไปหมด ??ไม่ชอบการตัดสินใจบ่อยๆ รู้สึกหนักใจทุกครั้งที่ได้รับข่าวสารเกี่ยวกับหุ้นที่ถือแล้วต้องตัดสินใจว่าจะต้อง take actionยังไง วันนี้เราจะมาเสนอเครื่องมือที่ช่วยลดปัญหาที่กล่าวมาด้านข้างต้น ด้วยวิธีการสร้างระบบการลงทุนขึ้นมาที่เรียกว่า การออมหุ้นอย่างสม่ำเสมอหรือวิธีDollar Cost Average นั่นเอง


Dollar Cost Average คืออะไร?ถ้าตอบแบบภาษาบ้านๆก็คือ การลงทุนแบบถัวเฉลี่ย นั่นแหละครับ แต่ถ้าตามแบบวิชาการก็คือเป็นวิธีในการลงทุนสำหรับนักลงทุนที่ต้องการลงทุนแบบสม่ำเสมอ ด้วยจำนวนเงินที่เท่ากันทุกงวด ตามความถี่ที่กำหนดไว้ล่วงหน้า (รายสัปดาห์ รายเดือน รายไตรมาส) โดยจะไม่คาดการณ์ภาวะของตลาด และเราจะใช้เครื่องมือคือ หุ้นหรือกองทุนรวมเป็นเครื่องมือในการลงทุน


โดย DCA เป็นระบบที่ออกแบบเพื่อให้ลงทุนได้อย่างสม่ำเสมอ สร้างวินัยการออม และ ที่สำคัญคือที่สุดคือลดการคาดการณ์ภาวะตลาดซึ่งจะช่วยลดการใช้อารมณ์ในการลงทุนอันเป็นสาเหตุของความผิดพลาดนั่นเอง นอกจากนี้ DCA ยังช่วยลดความถี่ที่ต้องตัดสินใจ ทำให้เราสามารถโฟกัสกับเป้าหมายการลงทุนของเราได้ง่ายยิ่งขึ้น


แต่เดี๋ยวๆ แค่ลงทุนเท่ากันไปทุกเดือน แล้วผลตอบแทนที่ได้จะเป็นยังไงละ? เราจะพาไปดูตัวอย่างจริงๆกันเลยดีกว่าว่าในอดีตการลงทุนแบบDCA ให้ผลลัพธ์ยังไง และตอบโจทย์การลงทุนของเราหรือไม่นะคร๊าบ
ถ้าสมมติว่าเราลงทุน 5, 000บาท ในหุ้น (ใช้ SET 100 เป็นตัวแทนหุ้นของตลาดไทย) สม่ำเสมอทุกๆเดือนตั้งแต่ต้นเดือนสิงหาคมปี ค.ศ. 2007 ถึงเดือนกรกฎาคม ค.ศ. 2017 ช่วงระยะเวลาการลงทุน 10ปี โดยที่เราไม่ต้องสนใจภาวะตลาด และไม่หนีออกจากตลาดในช่วงวิกฤต Subprime (ปี ค.ศ. 2008) มูลค่าPortfolioของเรา จะเติบโตถึงหลักล้านบาท หรือ เท่ากับ 1,108,965 บาท จากต้นทุนทั้งหมด 600,000 คิดเป็นกำไรทั้งหมด 84% หรือถ้าคิดเป็น IRR จะอยู่ที่ประมาณ 11.98%ต่อปี จะเห็นได้ว่าด้วยวิธี DCA เราสามารถทำให้เงินลงทุนไม่กี่พันบาทในแต่ละเดือน เติบโตเป็นเงินหลักล้านได้!! โดยที่เรายังไม่ต้องใช้ความรู้ในการลงทุนใดๆเป็นพิเศษ แค่อาศัยวินัยในการลงทุน และความเข้าใจพลังของการลงทุนในระยะยาวเท่านั้นเอง!


อย่างไรก็ตาม ในการลงทุนแบบ DCA ถึงแม้ดูว่าจะเป็นวิธีการลงทุนที่ดีมากๆ แต่ยังไงก็ยังมีมีรายละเอียดปลีกย่อยที่ต้องให้ความสำคัญ ซึ่งประกอบด้วยหัวข้อดังต่อไปนี้


1. คุณภาพในการเลือกหุ้นยังคงมีความสำคัญ : วิธีการลงทุนแบบ DCA เป็นการลงทุนโดยมีสมมติฐานสำคัญคือราคาหุ้นสามารถผันผวนอย่างรุนแรงได้ในระยะสั้น แต่ในระยะยาวยาวราคาสินทรัพย์ที่เราเลือกลงทุน ต้องปรับตัวขึ้น เพราะฉะนั้นการเลือกหุ้นจะต้องเลือกหุ้นที่ต้องมีพื้นฐานแข็งแกร่งระดับหนึ่ง ตัวคัดกรองที่ง่ายสุดคือ การเลือกหุ้นทีมีMarket CAP ขนาดใหญ่หรือ หุ้นที่อยู่ในSET 50


2. ต้องมีระยะเวลาการลงทุนที่ยาวนานเพียงพอ: ด้วยNature ของหุ้นเองจะเป็นสินทรัพย์ที่มีความผันผวนรุนแรงในระยะสั้นแต่เติบโตได้ดีในระยะยาว ระยะเวลาในการถือจึงมีความสำคัญมาก ผมขอยกตัวอย่างช่วงที่แย่ที่สุดของของการใช้กลยุทธ์DCAเกิดขึ้นในช่วงปี ค.ศ. 1993 – 1998 ซึ่งเป็นช่วงที่ดัชนีSET Indexทะยานถึงจุดสูงสุดที่ 1,753.73 จุดและค่อยๆตกต่ำลงจากวิกฤตต้มยำกุ้ง ถ้าเราลงทุนด้วยวิธี DCA ในช่วง5ปีดังกล่าว IRR หรือผ... ดูเพิ่มเติม


3. การกระจายความเสี่ยงยังคงมีความสำคัญ:ส่วนการลงทุนแบบ DCA ในหุ้นเพียงตัวเดียวถือว่ามีความเสี่ยงค่อนข้างมาก เพราะถ้าบริษัทผิดพลาดหรือเจ๊งไป นอกจากผลตอบแทนจะไม่ได้แล้ว เงินต้นจะกลายเป็น 0 อีก ทางเราขอแนะนำว่า ถ้าจะ DCA แบบหุ้นรายตัว ควรมีการคัดกรองหุ้นอย่างดีและควรมีหุ้นอย่างน้อย 4-5 ตัวขึ้นไป กระจายไปในอุตสาหกรรมที่แตกต่างกันไปเพื่อลดความเสี่ยง


โดยสรุป ประโยชน์ของDCA ให้คุณได้ คือ ผลตอบแทนระยะยาวค่อนข้างดี และการวางแผนการลงทุนแบบเป็นระบบระเบียบซึ่งจะเป็นบันไดสำคัญไปสู่ความสำเร็จด้านการวางแผนชีวิตด้านการเงินได้ นอกจากนี้DCAยังมีประโยชน์แอบแฝงที่ดูเล็กน้อย แต่ก็สำคัญไม่น้อยคือผู้ลงทุนสามารถลดเวลาที่จะต้องใช้Focusในการลงทุนในตลาดหุ้น และสามารถนำเวลาชีวิตส่วนนี้ไปอยู่กับครอบครัวหรือคนที่เรารัก หรือทำกิจกรรมที่ตัวเองชอบโดย ไม่จำเป็นต้องมาเคร่งเครียดกับการลงทุนจนเกินไป เพราะการลงทุนควรจะเป็นกิจกรรมที่ทำเพื่อความสุข และควรทำด้วยความสบายใจนั่นเองนะคร้าบบ

อ่านมาถึงตรงนี้สำหรับนักลงทุนที่ต้องการลงทุนหุ้นอย่างสบายใจด้วยวิธี DCA ทาง SBITO ก็มีโปรแกรมการลงทุนไว้รองรับ ซึ่งลงทุนขั้นต่ำแค่เดือนละ 1,000 บาทเท่านั้นเอง  รับรองว่าเส้นทางการลงทุน อาจง่ายกว่าที่คุณคิดไว้ 
 
หุ้นที่ควรหลีกเลี่ยงในการลงทุนระยะยาว

สำหรับผู้ที่ตัดสินใจที่จะลงทุนหุ้นในระยะยาว การเลือกหุ้นจะต้องคิดให้รอบคอบ และหาเหตุผลให้ได้ว่าหุ้นที่เราซื้อนั้นคู่ควรที่จะถือในระยะยาวหรือเปล่า เพราะในตลาดหุ้นมีหุ้นหลายร้อยตัวให้เราเลือก เยอะเสียจนเป็นธรรมดาที่เราจะสับสนได้ง่ายๆดังนั้นแทนที่เราจะเข้าไปดูหุ้นทุกตัว วันนี้สตางค์คุงมีเคล็ดง่ายๆ ในการคัดกรองหุ้นบางประเภทที่ไม่เหมาะสมหรือไม่ควรถือในระยะยาวออกไป เพื่อให้เราเลือกลงทุนได้ง่ายขึ้น เราไปดูวิธีคัดกรองหุ้นที่ไม่เหมาะสำหรับการลงทุนระยะยาวออกจากตัวเลือกของเรา พร้อมๆกันเลยนะครับ


"หุ้นปั่น" คือหุ้นที่ไม่มีพื้นฐานอะไรรองรับเช่น หุ้นที่กิจการไม่เคยมีกำไรหรืออาจจะแย่ขนาดที่ขาดทุนเป็นระยะเวลายาวนาน พวกหุ้นที่ชอบเพิ่มทุนบ่อยๆ หรือหุ้นที่มี Market Cap สูงมากกว่ามูลค่าสินทรัพย์ทั้งหมดของบริษัทมากๆ โดยหุ้นประเภทนี้จะมีราคาที่หวือหวาขึ้นลงแรงเพื่อล่อให้คนมาสนใจ เหตุผลที่ไม่ควรถือหุ้นประเภทนี้ในระยะยาวเพราะ เหมือนกับเราเอาเงินไปฝากอยู่ในกำมือของเจ้ามือ และเราไม่มีวันรู้อารมณ์ของเจ้ามือว่าวันดีคืนดีจะทำอะไรกับหุ้นของเราบ้าง บางคนอาจมั่นใจว่าถ้าเข้าออกถูกจังหวะก็สามารถหนีขาดทุนได้ แต่ถ้าอยากลงทุนระยะยาวแบบไม่เครียดและไม่ต้องนั่งเฝ้าหน้าจอทั้งวันสตางค์คุงว่าให้หนีห่างหุ้นประเภทนี้ให้ไกลดีกว่านะครับ


"หุ้นวัฐจักร" ตัวอย่างของหุ้นวัฐจักร เช่น หุ้นที่เกี่ยวกับสินค้าโภคภัณฑ์ (สินค้าที่มาตรฐานเดียวกันทั้งโลก เช่น ข้าว น้ำตาล น้ำมัน เหล็ก ฯลฯ) สินค้าโภคภัณฑ์มีความซับซ้อนสูง ความเคลื่อนไหวของราคาจะอิงกับราคาของตลาดโลกซึ่งมีความผันผวนซึ่งส่งผลให้กำไรของบริษัทไม่มีความสม่ำเสมอ และสุดท้ายก็ส่งผลให้ราคาของหุ้นมีความผันผวนตามไปด้วย หุ้นวัฐจักรจะมีรอบระยะเวลาของตัวเอง และต้องอาศัยความรู้ความเข้าใจที่ค่อนข้างเฉพาะทางเกี่ยวกับวัฐจักรของสินค้านั้นๆ หุ้นวัฐจักรหลายๆตัวจะมีลักษณะวนลูป คือ กำไรจะโตได้ดีในช่วงสั้นๆซึ่งทำให้ราคาหุ้นขึ้นในลักษณะ “กระโดด”อย่างแรง แต่เมื่อสิ้นสุดวัฐจักรราคาจะตกลงมาอย่างรุนแรง ไม่ได้มีการสร้างฐานให้เติบโตได้อย่างหุ้นที่มีพื้นฐานแข็งแกร่งที่จะมีช่วงราคาตกต่ำแค่ชั่วคราวและฟื้นกลับมาทำกำไรได้ดีกว่าเดิมในระยะยาว


"หุ้นร้อนแรง" อาจจะเป็นหุ้นที่มีพื้นฐานกิจการที่ดี บริษัทสามารถทำกำไรได้สม่ำเสมอ และมีโครงการที่จะทำให้กิจการสามารถเติบโตได้ในระยะยาว ด้วยคุณภาพที่ดีของกิจการรวมถึงภาพลักษณ์ที่(อาจจะ)ดีของกิจการก็มักจะดึงดูดให้คนมาลงทุนและผลักราคาขึ้นไปสูงๆ จนกระทั่งแพงจนเกินความเป็นจริง (สามารถสังเกตหุ้นร้อนแรงได้จากP/Eที่สูงปรี๊ด แบบว่าต้องทำกำไรกันหลายสิบปีไปจนถึงร้อยปีถึงจะคืนทุนกันเลยทีเดียว) หุ้นร้อนแรงก็เหมือนสินค้าที่คนแย่งกันซื้อในช่วงที่ป๊อบปูล่าร์ พอคนในตลาดเริ่มรับรู้ได้ว่าตัวเองได้ตั้งความคาดหวังไว้สูงกว่าความเป็นจริง ก็จะเกิดปรากฏการณ์ “ตลาดวาย” ราคาหุ้นตกแบบร่วงกราว ไม่ต่างอะไรจากหุ้นปั่นเลย


"หุ้นที่เราไม่เข้าใจ" หุ้นในตลาดหลักทรัพย์จะมีบริษัทที่สามารถทำความเข้าใจลักษณะการดำเนินงานของกิจการได้ง่าย เป็นที่คุ้นเคยในชีวิตประจำวัน อย่างเช่น ธุรกิจซื้อมาขายไป ห้างสรรพสินค้า ค้าปลีก ไปจนถึงหุ้นของกิจการที่เข้าใจได้ยากอย่าง ปิโตรเคมี หรือ บริษัทสำรวจแหล่งพลังงาน ในขณะที่เราคุ้นเคยกับการเดินห้างสรรพสินค้า หรือไม่ก็ซื้อของตามร้านค้าปลีก แต่เราคงไม่ได้อยู่ดีๆจะไปเดินเล่นบนแท่นขุดเจาะน้ำมัน หรือเอาหนังสือเกี่ยวกับปิโตรเคมีมาอ่านเล่นใช่มั้ยครับ? การที่เราลงทุนในกิจการที่เข้าใจยากหรือเราไม่เข้าใจจะส่งผลเสียกับเราหลายๆอย่างเช่น เราไม่สามารถเข้าใจว่ากำไรขึ้นลงเพราะอะไร เราบอกไม่ได้ว่าควรซื้อหรือขาย ตอนไหนเวลาไหน บอกไม่ได้ว่าเหตุผลในการซื้อหรือขายเพราะอะไร มันก็จะเหมือนกับการที่เราเดาสุ่มและผลลัพธ์ที่ได้ก็คงไม่แตกต่างจากการเล่นพนันนั่นเอง


"หุ้นในกิจการตะวันตกดิน" คือหุ้นในบริษัทที่ธุรกิจกำลังอยู่ในช่วงถดถอย หรือสินค้ากำลังสูญเสียความนิยมเนื่องจากถูกแทรกแซงโดยสินค้าทดแทนใหม่ๆ ยกตัวอย่างเช่น ธุรกิจสิ่งพิมพ์ที่ถูกผู้ผลิตเนื้อหาทางช่องทาง online ตีตลาด กิจการจะค่อยๆถดถอยลงซึ่งก็จะส่งผลให้กำไรของบริษัทลดลงในอนาคต ราคาของหุ้นจะถูกลงได้เรื่อยๆ เข้าข่ายว่าถูกแล้วก็ยังจะถูกได้อีกซึ่งก็ไม่ค่อยดีกับการลงทุนในระยะยาวเท่าไหร่ ตอนนี้เราก็มีวิธีเลือกหุ้นในการลงทุนระยะยาวกันแล้วนะครับ แต่นอกจากวิธีการคัดกรองหุ้นที่ดีแล้ว สิ่งหนึ่งที่จะขาดไม่ได้เลยก็คือการอดทนในการถือหุ้นให้ได้เป็นระยะเวลาที่นานเพียงพอให้การลงทุนของเราออกดอกออกผล และที่สำคัญยิ่งกว่าคือการอดทนรอที่จะไม่ซื้อหุ้นเมื่อยังไม่ตัวเจอตัวที่ใช่ก็สำคัญไม่แพ้กันนะครับ ถ้าเรามีวินัย พยายามลงทุนตามเกณฑ์ที่เรากำหนด โดยไม่ปล่อยให้อารมณ์อยากซื้ออยากขายเพียงชั่วคราวมาทำลายกฏที่เราตั้งไว้ ความสำเร็จในการลงทุนระยะยาวก็คงจะอยู่ไม่ไกลแล้วนะครับ