ความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับการลงทุน
เครื่องหมายหุ้นควรรู้ก่อนลงทุน


การขึ้นเครื่องหมายของหุ้นแต่ละแบบ XD XR XW XM XA มีความหมายว่าอย่างไร? ถ้าเราถือหุ้นจะมีผลอย่างไร? หลายคนเคยสงสัยหรือไม่ครับ ว่าอยู่ๆหุ้นของเราก็มีราคาลดลง พร้อมกับมีตัวอักษรแปลกๆโผล่ขึ้นมาข้างๆชื่อหุ้นของเรา วันนี้สตางค์คุงจะมาช่วยไขข้อข้องใจของเพื่อนๆเองครับว่าตัวอักษรที่โผล่มานั้นหมายถึงอะไร แล้วมีผลอย่างไรต่อคนที่ถือหุ้นอยู่ครับ โดยเบื้องต้นตลาดหลักทรัพย์ได้มีการแยกเครื่องหมายไว้ 11 แบบ แต่ผมจะขอพูดถึงเฉพาะ 5 แบบที่เราน่าจะได้เห็นกันบ่อยๆแทน ซึ่งถ้าใครอยากรู้ว่าในแต่ละเดือนจะมีหุ้นที่ขึ้นเครื่องหมายวันไหนบ้างสามารถดู

XD (Excluding Dividend)    
XD เป็นเครื่องหมายแบบที่เราจะเห็นได้บ่อยที่สุดนะครับ ซึ่งการขึ้นเครื่องหมายนี้หมายความว่า ถ้าเราเข้าไปซื้อหุ้นตัวนั้นๆในวันที่หุ้นขึ้นว่า XD เราจะไม่ได้รับเงินปันผลที่บริษัทจ่ายจากผลประกอบการในช่วงก่อนหน้านี้ สำหรับใครที่ชอบเงินปันผลก็ควรจะซื้อหุ้นก่อนขึ้น XD แต่ถ้าใครอยากหาจังหวะซื้อหุ้นในราคาที่ถูกลงก็อาจจะต้องหาจังหวะซื้อหุ้นหลักขึ้น XD เพราะโดยปรกติแล้วราคาหุ้นจะลดลงมาเท่ากับเงินปันผลที่จ่ายออกไปครับ 

XR (Excluding Right)
บริษัทในตลาดหลักทรัพย์อาจจะมีการออกหุ้นใหม่เพื่อระดมเงินทุนเพื่อไปบริหารงานหรือลงทุนต่อ โดยบริษัทจะประกาศราคาหุ้นและจำนวนหุ้นใหม่ที่จะขาย ซึ่งราคาหุ้นที่ออกใหม่นี้มักจะขายที่ราคาต่ำกว่าราคาหุ้นในตลาดฯ เป็นแรงจูงใจให้ผู้ที่ถือหุ้นอยู่เดิมใช้สิทธิจองซื้อหุ้นเพิ่มทุนนี้ การขึ้น XR ก็จะหมายถึงถ้าเราซื้อหุ้นในวันที่ขึ้นเครื่องหมายนี้ เราจะไม่ได้รับสิทธิในการจองซื้อหุ้นออกใหม่ ทำให้ราคาหุ้นมักจะปรับตัวลง เป็นโอกาสในการลงทุนเช่นกันครับ 

XW  (Excluding Warrant)
XW จะมีความคล้ายกับ XR เพียงแต่ถ้าเราซื้อหุ้นในวันที่ขึ้นเครื่องหมาย XW เราจะไม่ได้รับใบสำคัญแสดงสิทธิที่จะซื้อหลักทรัพย์ในอนาคต (Warrants) หรือที่เพื่อนๆอาจจะเห็นชื่อหุ้นในตลาดฯตามด้วยเครื่องหมาย “–W” เช่น XYZ-W ซึ่งนั่นก็คือใบสำคัญแสดงสิทธินั่นเอง โดยเจ้า warrants นี้เราจะสามารถซื้อขายได้ในตลาดหุ้นเหมือนหุ้นสามัญทั่วไป เพียงแต่ราคาจะผันผวนตามราคาหุ้นที่ให้สิทธิซื้อ ถ้าเพื่อนๆศึกษาหุ้นและลงทุนในหุ้นที่ดี การถือ warrant ไปด้วยจะสามารถเพิ่มผลตอบแทนได้อย่างมากเลยล่ะครับ

XM (Excluding Meetings)
ในแต่ละปีจะมีการจัดประชุมผู้ถือหุ้นของแต่ละบริษัท ซึ่งเป็นโอกาสให้บริษัทได้ชี้แจงการดำเนินงานและเปิดโอกาสให้ผู้ถือหุ้นได้ซักถามข้อสงสัยต่างๆกับผู้บริหารตัวเป็นๆเลยครับ น่าสนใจมากๆ แต่ถ้าเราซื้อหุ้นที่ขึ้นเครื่องหมาย XM แปลว่าเราจะไม่มีสิทธิเข้าประชุมผู้ถือหุ้นครับ 

XA (Excluding All)    
ในบางกรณี บริษัทในตลาดหุ้นอาจจะมีการประกาศให้เงินปันผล ให้สิทธิในการซื้อหุ้นเพิ่มทุน หรือให้ใบสำคัญแสดงสิทธิในการซื้อหุ้นพร้อมๆกัน เครื่องหมายที่จะใช้ก็จะเปลี่ยนเป็น XA แทน เพื่อแสดงว่า ผู้ที่ซื้อหุ้นในวันที่ขึ้นเครื่องหมาย XA จะไม่ได้รับสิทธิทุกประเภทที่บริษัทประกาศในช่วงเวลานั้น ครับ 
SBI มีโปรแกรมอะไรให้ใช้บ้าง


ท่ี่ SBITO เราเตรียม Streaming และ eFin Stock Pick Up ให้บริการลูกค้าทุกคน สำหรับ Streaming ลูกค้าสามารถใช้ได้ทั้งใน PC, iOS และ Android และใช้งานได้ฟรีทุกฟังก์ชั่น ไม่ว่าจะเป็น Conditional Order, DCA order, Technical Chart และอื่นๆ 
การลงทุนแบบ DCA คืออะไร


การลงทุนแบบ DCA คืออะไร แล้วมันดีอย่างไร 
DCA ย่อมาจาก Dollar Cost Average เป็นการทยอยซื้อหุ้นตัวหนึ่งในจำนวนเงินที่เท่ากันอย่างสม่ำเสมอทุกงวดครับ โดยเราจะกำหนดวันที่ซื้ออย่างชัดเจนตรงกันทุกงวด แต่ละงวดเราก็จะได้จำนวนหุ้นไม่เท่ากัน เพราะราคาหุ้นก็จะเปลี่ยนแปลงไปเรื่อยๆ ขึ้นบ้างลงบ้าง หุ้นที่เราได้มาราคาจะถัวเฉลี่ยกันไปครับ อย่าไปหวั่นไหวนะครับ เราไม่ได้โฟกัสที่ราคาหุ้น เป้าหมายหลักของเรา คือการออมสะสมหุ้นไปเรื่อยๆ เราเน้นลงทุนอย่างสม่ำเสมอในระยะยาว10ปี หรือนานกว่านั้น แล้วคอยรับผลประโยชน์ในรูปเงินปันผลครับ คล้ายกับการที่เพื่อนๆไปฝากประจำกับธนาคาร ที่เราต้องฝากเงินจำนวนเท่ากันทุกงวด เพื่อให้ได้ดอกเบี้ยตามที่ธนาคารกำหนดนั่นแหละครับ 

ทีนี้เรามาดูขั้นตอนการลงทุนแบบ DCA กัน
1.สำรวจการเงินของตัวเองครับ การลงทุนวิธีนี้ไม่จำเป็นต้องมีเงินก้อนมากครับ ข้อดีของมนุษย์เงินเดือนคือ เรามีรายได้ประจำที่แน่นอน เราแค่ดูว่าแต่ละเดือนเรามีเงินเหลือออมเท่าไหร่ แล้วจะแบ่งมาลงทุนเท่าไหร่ โดยไม่กระทบสภาพคล่องของตัวเองครับ 

2.เลือกความถี่ในการซื้อหุ้น เค้ามีให้เลือกทั้งแบบรายเดือน และรายสัปดาห์ครับ เช่น ซื้อหุ้น A ทุกวันที่ 5 ของเดือน เดือนละ 5,000 บาท หรือ ซื้อหุ้น B ทุกวันจันทร์ สัปดาห์ละ 2,000 บาท ถ้าหากเพื่อนๆกลัวว่างวดไหนจะลืมซื้อ ใน streaming ก็มีให้เราสามารถกดคำสั่งซื้อล่วงหน้า เซ็ตไว้ตามวันที่เราต้องการได้ครับ

3.เลือกหุ้นที่เราต้องการจะลงทุน เนื่องจากวิธีนี้เป็นการลงทุนระยะยาวครับ เราควรเลือกหุ้นที่มีพื้นฐานดี เป็นธุรกิจที่มีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่องในระยะยาว มีความสามารถในการแข่งข่นกับคู่แข่งในตลาด มีความมั่นคงทางการเงิน มีกำไรอย่างต่อเนื่อง มีการจ่ายเงินปันผลสม่ำเสมอ และผู้บริหารมีธรรมาภิบาล ถ้าเพื่อนๆไม่มั่นใจ Settrade ก็มีโปรแกรม Back Test เพื่อจำลองผลการออมหุ้นแบบ DCA โดยใช้ข้อมูลย้อนหลัง ให้เพื่อนๆได้ลองศึกษากันครับ

4. รักษาวินัยทางการเงินและลงทุน ทำใจสบายๆครับ แม้ว่าบางช่วงราคาอาจจะตก ก็อย่าได้กังวลไปครับ ถ้าบริษัทมีการเติบโตที่ดี มีการจ่ายปันผลสม่ำเสมอ ในระยะยาวมูลค่าของบริษัทก็มีแต่จะเพิ่ม ระหว่างนี้เราก็เอาเวลาไปศึกษาหุ้นตัวอื่นเพิ่มครับ พอผ่านไปสัก 1 ปีก็ตรวจเช็คสถานการณ์ของธุรกิจ ภาวะตลาดการแข่งขัน ถ้าตรวจสอบแล้วยังมีแนวโน้มที่ดีอยู่ การเงินบริษัทก็ดีต่อเนื่อง เราก็ลงทุนต่อไป เมื่อเรามีรายได้เพิ่มขึ้น เราก็อาจจะเพิ่มจำนวนเงินลงทุนต่องวดในหุ้นตัวนั้น หรือเลือกกระจายความเสี่ยง โดยไปลงทุนซื้อหุ้นในอุตสาหกรรมอื่นเพิ่มก็ได้ครับ

เรารู้วิธีการลงทุนแบบ DCA แล้ว คราวนี้มาดูข้อดีและประโยชน์ของการลงทุนแบบนี้กันครับ
1. มีโอกาสในการลงทุนได้ผลตอบแทนเร็วขึ้น เพราะไม่ต้องมีเงินก้อน เราก็สามารถทยอยซื้อสะสมได้เรื่อยๆ
2."สร้างวินัยในการออมเงิน" เมื่อเรารู้ว่าเราจะต้องเตรียมเงินไว้สำหรับซื้อหุ้นทุกเดือน เราก็ต้องวางแผนการเงิน ไม่ใช้จ่ายฟุ่มเฟือย เป็นการสร้างวินัยให้ตัวเองที่ดีเยี่ยม
3. "หมดความกังวลใจ" ไม่ต้องคอยจับจังหวะตลาด ไม่ต้องแอบBoss มาเปิดหน้าจอดูราคาหุ้น สามารถใช้ชีวิตได้อย่างปกติ คือเราก็ไม่ต้องมากังวลแล้วครับว่าเวลาไหนราคาจะขึ้น เวลาไหนราคาจะลง เวลาไหนคือจุดที่ดีที่สุด เพราะกลัวจะซื้อแพง ขายถูก นั่นเองครับ
4. "ไม่เครียด" เมื่อซื้อหุ้นไปแล้ว ปรากฏว่าราคาตกลง เราก็ไม่เครียด ไม่มานั่งบ่นเสียดายครับ เพราะเราเชื่อมั่นในหุ้นที่เราลงทุนไปว่าเป็นหุ้นที่ดี สามารถสร้างผลตอบแทนให้เราได้ในระยะยาว ไม่ใช่หุ้นซิ่ง หรือหุ้นปั่น

6 เคล็ด(ไม่)ลับ ทำกำไรจากหุ้นฉบับคนไม่มีเวลาเฝ้าจอ

 
สวัสดีคร้าบเพื่อนชาวๆ SBI Thai Online วันนี้สตางค์คุงมีเคล็ดไม่ลับมาฝากเพื่อนๆ ที่สนใจจะเข้ามาลงทุนหรือเก็งกำไรในตลาดหุ้น รวมถึงเพื่อนๆ ที่มีประสบการณ์อยู่ในตลาดแล้วไม่มากก็น้อย จริงๆ แล้ว รูปแบบในการลงทุนหรือเก็งกำไรในหุ้น มีอยู่มากมายหลายวิธี อาทิ การซื้อขายในวัน เก็งกำไรระยะสั้น ลงทุนระยะยาว ซึ่งแต่ละรูปแบบล้วนมีแนวทางและวิธีคิดที่แตกต่างกันไป ขึ้นอยู่ข้อจำกัดและลักษณะนิสัยของแต่ละบุคคลด้วย สำหรับเพื่อนๆ ที่ไม่ได้มีเวลาเฝ้าติดตามนั้น ข้อจำกัดที่สำคัญ คือ เรื่องของ ‘เวลา’ ซึ่งเพื่อนๆ อาจจะสงสัยว่าในเมื่อเราไม่มีเวลาเฝ้าติดตามแล้ว เราจะยังสามารถทำกำไรจากหุ้นได้หรือไม่ ในที่นี้ สตางค์คุงอยากจะเสนอเคล็ดไม่ลับ 6 ข้อ ซึ่งเพื่อนๆ น่าจะสามารถนำไปปรับใช้เพื่อสร้างกำไรจากหุ้นในระยะยาวกันได้

1. เลือกหุ้นที่รู้ใจ
ยิ่งเราไม่มีเวลาเฝ้า เพราะฉะนั้นการเลือกซื้อหุ้นที่เราจะสามารถถือได้อย่างอุ่นใจน่าจะเป็นเรื่องสำคัญ ซึ่งความอุ่นใจในที่นี้อาจจะมาจากหุ้นที่เราถือทำธุรกิจที่เรารู้จัก และสามารถเข้าใจได้ดี นอกจากจะทำให้เรารู้สึกสบายใจแล้ว เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงใดๆ เกิดขึ้น เราก็จะทำความเข้าใจได้ไม่ยาก และสามารถพิจารณาถึงผลกระทบทั้งทางด้านบวกและลบที่เข้ามากระทบได้เป็นอย่างดี 

2. อยู่กับปราการที่แข็งแกร่ง
ในยุคที่สภาพแวดล้อมทางธุรกิจเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว หุ้นที่มีจุดแข็งซึ่งโดดเด่นออกจากผู้อื่น ก็เหมือนการมีปราการที่แข็งแกร่ง คอยปกป้องให้บริษัทสามารถเติบโตไปได้อย่างมั่นคง ในที่นี้สตางค์คุงอยากแนะนำหนังสือเล่มหนึ่งชื่อว่า ‘Why Moats Matter’ หรือในชื่อภาษาไทยคือ ‘หุ้นดีต้องมีปราการ’ ซึ่งเป็นหนังสือที่อธิบายแนวคิด Moat ที่ Warren Buffett ใช้คัดเลือกหุ้นอย่างเป็นระบบ และยังได้ให้แนวทางในการวิเคราะห์หาข้อได้เปรียบของแต่ละธุรกิจอีกด้วย

3. มองหาโอกาสเติบโต
นอกจากความมั่นคงจากจุดแข็งของหุ้นแล้ว โอกาสที่จะขยายตัวก็เป็นสิ่งสำคัญที่เราควรจะมองหาเช่นกัน ซึ่งแนวทางในการคัดเลือกหุ้นที่จะเติบโตนี้ก็มีหลากหลายวิธี สำหรับวันนี้สตางค์คุงอยากจะลองแนะนำสูตรที่ชื่อว่า ‘CAN SLIM’ ซึ่งแต่ละตัวอักษร คือ หนึ่งใน 7 ของลักษณะเฉพาะที่สำคัญของหุ้นที่เป็นผู้ชนะที่ยิ่งใหญ่ในช่วงต้น โดยเพื่อนๆ สามารถจะหาอ่านเพิ่มเติมได้จากหนังสือที่ชื่อว่า ‘How to make money in stocks’เขียนโดย William J. O’Neil นอกจากนี้ สตางค์คุงเชื่อว่าก่อนที่เราจะตัดสินใจซื้อหุ้นสักหนึ่งตัว เราควรจะพิจารณาให้รอบคอบ และเลือกสรรให้มากๆ ก่อนด้วย

4. เงินปันผลช่วยส่งเสริมผลกำไร
โดยทั่วไปแล้ว หลังเข้าซื้อหุ้นในแต่ละครั้ง ราคาหุ้นก็อาจจะยังไม่สะท้อนภาพอนาคตที่เราคิดไว้ออกมาในทันที และในบางครั้งก็อาจจะต้องใช้เวลาเป็นเดือนเป็นปี แต่หากหุ้นที่เราถือยังสามารถรักษาระดับการทำกำไรหรือการเติบโตไว้ได้ และมีการจ่ายเงินปันผลอย่างสม่ำเสมอ ก็จะเป็นสิ่งที่ช่วยให้การลงทุนของเรามีกำไรงอกเงยอย่างต่อเนื่อง

5.มองภาพระยะยาวและอดทนต่อการผันผวนระยะสั้น
บางทีการไม่มีเวลาเฝ้าติดตามตลอดเวลาอาจจะเป็นผลดีก็ได้ เพราะความผันผวนคือของคู่กันกับตลาดหุ้น โดยเฉพาะการเคลื่อนไหวในระยะสั้นๆ ซึ่งมักจะมีปัจจัยต่างๆ ที่อาจจะไม่ได้มีนัยยะเข้ามากระทบ และสิ่งเหล่านี้ก็อาจจะกระทบต่อจิตใจของเราให้อ่อนไหวไปตามด้วย บางครั้งเราอาจจะเลือกหุ้นถูกตัว แต่ก็ต้องถูกสะบัดออกไปก่อนเพียงเพราะความผันผวนเล็กๆ น้อยๆ ฉะนั้นสตางค์คุงอยากจะให้เพื่อนๆ ที่ไม่ค่อยมีเวลาเฝ้าติดตาม ลองมองหุ้นแต่ละตัวเป็นภาพใหญ่ และลองจินตนาการดูว่าอนาคตของหุ้นที่เราถือจะเป็นไปอย่างไร หากหุ้นที่เราถืออยู่ในทิศทางเดียวกับที่เราวิเคราะห์ไว้ตั้งแต่แรก เราก็ควรจะอดทนให้มูลค่าของหุ้นค่อยๆ เติบโตขึ้นไป

6.มั่นครวจเช็คสุขภาพอร์ตเมื่อมีเวลา
แม้เราจะไม่มีเวลาเฝ้า แต่อย่างน้อยที่สุด เราก็ควรจะรู้ว่าสุขภาพของพอร์ตลงทุนเราเป็นเปลี่ยนแปลงไปอย่างไรบ้าง ก็เหมือนกับร่างกายของเรา ที่แม้จะทำงานอยู่ตลอด แต่ก็ควรจะได้รับการตรวจเช็คสุขภาพอยู่เป็นระยะ สำหรับเพื่อนๆ ที่งานยุ่ง ก็อาจจะลองแบ่งเวลาช่วงหลังเลิกงาน หรืออาจจะเป็นช่วงสุดสัปดาห์ เพื่อติดตามความเคลื่อนไหว หรือการเปลี่ยนใดๆ ที่อาจจะส่งผลกระทบต่อหุ้นที่เราถืออยู่ได้ และหากมีสิ่งผิดปกติเกิดขึ้น เพื่อนๆ ก็จะสามารถปรับเปลี่ยนกลยุทธ์หรือเตรียมแผนรับมือได้เป็นอย่างดี
 
 
การจัดพอร์ตหุ้นให้เหมาะสม
5 แนวทางกระจายการลงทุนลดความเสี่ยง
เอาตัวรอดอย่างไรเมื่อตลาดหุ้นปรับฐาน
ซื้อหุ้นตัวแรกเลือกอย่างไรดี
มีเงินเท่าไหร่ถึงเล่นหุ้นได้